MONSTER GAUGE

  • ฟังก์ชั่น
  • เกจสำหรับอ่านค่าต่างๆ OBD II
  • ค้นหารุ่นรถที่ติดตั้งโดยอัตโนมัติ
  • อ่านและลบ DTC
  • ลบ DTC (ดับไฟ check engine) โดยอัตโนมัติ ใน Race Mode
  • List Itemโชว์ DTC ทันทีเมื่อมี check engine ขึ้น ใน Tuning Mode.
  • สามารถเก็บข้อมูล DTC ได้ถึง 20 ข้อมูล มีวันที่และเวลา, SPD, RPM, CRP,TBP, ACP, TPS, ECT และ MAP
  • เก็บความความร้อนสูงสุด บอกรายละเอียด ณ อุณหภูมินั้นๆ ด้วย
  • มีนาฬิกาบอกเวลา, เวลาและวันที่
  • ปรับความสว่างหน้าจอ สามารถปรับตามเวลาที่ตั้งค่าไว้ได้
  • พักหน้าจอ (สำหรับรถตระกูล FORD และ MAZDA)
  • จับเวลา 0-100 กม/ชม, จับเวลา Drag ที่ 201 และ 402 เมตร และสามารถวัดแรงม้า, จับเวลา Gymkhana
  • ตั้งค่าการเตือน อุณหภูมิน้ำ ความเร็ว และรอบเครื่อง
  • ตั้งค่าการเตือนเช็คระยะทาง (km)
  • รับประกัน 1 ปี
  • Function
  • Multi-protocol OBD II Reader.
  • Automatic search for installed protocol.
  • Read and Clear DTC.
  • Automatic clear DTC in Race Mode.
  • Automatic Read DTC in Tuning Mode.
  • DTC log with Date & Time, SPD, RPM, CRP,TBP, ACP, TPS, ECT and MAP
  • Overheat Log (Show Date & Time, SPD, RPM, CRP,TBP, ACP, TPS, ECT and MAP)
  • Clock Display
  • Display Dim
  • Deep Sleep (Energy saving)
  • Test 0-100 km/hr, test 1/8 mile and 1/4 mile and measure horse power, Gymkhana Timer.
  • Alarm mode for Engine Coolant Temp, Speed and RPM.
  • Service Warning (km)
  • 1 Year warranty.

Monster Gauge คือ OBD-II Reader สำหรับอ่านเพื่อวิเคราะห์ DTC (Diagnostic Trouble Code) และสามารถลบ DTC ที่เกิดจากไฟ Check Engine ได้

OBD มาจากคำว่า On-board Diagnostic เป็นมาตรฐานที่กำหนดขี้นร่วมกันโดย SAE และ ISO โดยกำหนดมาตรฐานวิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางดิจิตอลระหว่างระบบคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งบนรถยนต์ ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยไอเสีย (Emission) กับเครื่องสแกนข้อมูล ทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ ตำแหน่งการติดตั้งรหัสบันทึกความบกพร่องที่ตรวจพบ (Malfunction Indicator Light : MIL) แล้วแสดงออกมาให้คนขับหรือช่างได้รู้ถึงปัญหานั้น

ในปี 1988 The California Air Resources Board (CARB) ได้กำหนดความต้องการไว้ว่า รถยนต์ทุกคันต้องมีระบบที่สามารถแยกแยะปัญหาการขัดข้องที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยไอเสีย(emission system) และระบบควบคุมเครื่องยนต์(powertrain system) ซึ่งเรียกว่าระบบOBD-I ในขณะเดียวกัน CARBยังได้กำหนดมาตรฐาน OBD-II ขึ้นมาและให้มีผลบังคับใช้กับรถยนต์ทุกคันในอเมริกา ตั้งแต่ปี 1996 เพื่อจะได้เป็นแนวทางใหม่ให้กับช่างในการแก้ปัญหาการซ่อมเครื่องยนต์และระบบควบคุมการปล่อยไอเสีย

ในปี 1988 The California Air Resources Board (CARB) ได้กำหนดความต้องการไว้ว่า รถยนต์ทุกคันต้องมีระบบที่สามารถแยกแยะปัญหาการขัดข้องที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยไอเสีย(emission system) และระบบควบคุมเครื่องยนต์(powertrain system) ซึ่งเรียกว่าระบบOBD-I ในขณะเดียวกัน CARBยังได้กำหนดมาตรฐาน OBD-II ขึ้นมาและให้มีผลบังคับใช้กับรถยนต์ทุกคันในอเมริกา ตั้งแต่ปี 1996 เพื่อจะได้เป็นแนวทางใหม่ให้กับช่างในการแก้ปัญหาการซ่อมเครื่องยนต์และระบบควบคุมการปล่อยไอเสีย

       ข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์ OBD-II แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆคือ
  •     - DTC (Diagnostic Trouble Code) หมายถึง รหัสวิเคราะห์ปัญหา ซึ่งใช้ในการคาดคะเนความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น เมื่ออ่านรหัสวิเคราะห์ปัญหาเป็นรหัส P0068ตามมาตรฐานที่กำหนดก็จะหมายถึงว่า อุณหภูมิน้ำมันเชื้อเพลิงสูงเกินไป เป็นต้น
  •     - ข้อมูลการทำงานแบบ Real-time เป็นข้อมูลที่ได้จากตัวตรวจจับการทำงานของเครื่องยนต์เพื่อใช้วัดประสิทธิภาพการทำงาน หรือใช้เพื่อประมวลความเสียหายประกอบกับรหัส DTC หรือข้อมูลอื่นๆ เช่น ความเร็วรอบเครื่องยนต์ อุณหภูมิหม้อน้ำ แรงดันคอมมอลเรล ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดขณะรถกำลังวิ่งหรือไม่(รถแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อก็จะมีค่าที่แตกต่างกันออกไป)
  •     - ข้อมูลการทำงานแต่ละช่วงเวลา เป็นการอ่านข้อมูลแบบ Real-time ในช่วงต้นของรอบเวลา และ ล็อกข้อมูลนั้นไว้จนครบรอบของเวลา ก่อนที่จะอ่านข้อมูลอีกครั้งข้อมูลที่ได้นี้จะใช้สำหรับประกอบการปรับแต่งการทำงานของเครื่องยนต์

               OBD-II โปรโตคอล

                วงการอุตสาหกรรมรถยนต์ได้ร่วมมือกับ The Society of Automotive Engineers (SAE) เพื่อกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคและกฏข้อบังคับสำหรับ OBD-II ขึ้นมา โดยมาตรฐานนี้จะเป็นการกำหนดรูปแบบของข้อมูลที่ใช้ติดต่อสื่อสารกัน วิธีการในการทดสอบ รวมถึงการกำหนดรหัสวิเคราะห์ปัญหาให้เป็นรหัสที่สามารถใช้ได้เหมือนกันหมดโดยที่ไม่ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ หรือรุ่นของรถ

Back to Top